ความลับของกลิ่นฟีโรโมน ที่คุณอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน

กดแชร์
Share

ความมหัศจรรย์ของกลไกของกลิ่นที่มีผลต่อการรับรู้ของมนุษย์เรานั้นน่าอัศจรรย์อย่างเหลือเชื่อ

ผลงานวิจัยโดยศาสตราจารย์ Trygg Engen มหาวิทยาลัย Brown University มีการค้นพบ Odor Sensation and Memory ซึ่งก็คือความสามารถในการจดจำกลิ่นของมนุษย์ในระยะยาวนั้น สามารถทำได้มากกว่าการจดจำภาพถึง 10%

และสามารถเชื่อมโยงกับความทรงจำในอดีตได้ สมองของมนุษย์เรามีระบบประสาทส่วนที่รับกลิ่นโดยเฉพาะและจะถูกควบคุมโดย Limbic System ซึ่งเป็นระบบที่ควบคุมความรู้สึกต่างๆ รัก เกลียด ชอบ ทั้งยังสัมพันธ์กับความสามารถด้านศิลปะและดนตรี รวมไปถึง การตอบสนองทางอารมณ์เพศอีกด้วย

ระบบประสาทส่วนนี้จะถูกจดจำไว้โดยกลไกของสมอง ซึ่งสามารถบอกเล่าเรื่องราวไปพร้อมพร้อมกับกลิ่นที่ได้รับในขณะนั้นได้ ทำให้เราสามารถนึกย้อนถึงภาพเรื่องราวในอดีตเมื่อได้กลิ่นหอมที่คุ้นเคย ไม่ว่าจะเป็นภาพคนรักเก่า สถานะการณ์เก่าๆ ที่เคยอาศัยอยู่ หรือข้าวของที่เคยมีความผูกพันธุ์ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยหลายฉบับที่ชี้ชัดว่า น้ำหอมสามารถช่วยเพิ่มความเป็นปัจเจกของมนุษย์ได้ เพิ่มอารมณ์อยากทางเพศ อารมณ์ความใคร่ ปราถนา ถวิลหา เร่าร้อน และเพิ่มความรู้สึกขณะมีเพศสัมพันธ์ได้

เมื่อน้ำหอมผสมกับฟีโรโมนในร่างกายเรา จะทำให้ระบบประสาทส่วนควบคุมถูก กระตุ้นและสั่งการไปยังสมองให้ผลิตฮอร์โมนซึ่ง ในปัจจุบันมีการนำมาใช้เพื่อบำบัดรักษาโรคสภาวะทางเพศเสื่อมถอยได้

นอกจากนี้น้ำหอมยังถูกนำมาใช้เป็นศาสตร์ช่วยในการบำบัดภาวะ ความเครียด วิตกกังวล โดยมีการวิจัยการศึกษาเมื่อปี 2010 ซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสาร Science พบว่า ผู้ที่สัมผัสกับกลิ่นหอมเป็นประจำจะมีผลภาวะจิตใจที่ผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น ช่วยบรรเทาการปวดไมเกรน ปวดศรีษะได้ ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย และยังช่วยรักษาอาการนอนไม่หลับได้อีกด้วย อีกทั้งเพิ่มความเชื่อมั่น และความมั่นใจในขณะใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีนัยสำคัญ

จากการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า 92% มองว่าผู้ชายหรือผู้หญิงที่มีกลิ่นกายที่หอม บ่งบอกได้ว่า”เค้าเป็นคนที่ดูแลตัวเอง” โดยที่มนุษย์เราในแต่ละคนจะมีฟีโรโมนเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนกัน เมื่อฉีดน้ำหอมลงไปจึงทำให้น้ำหอมเปลี่ยนกลิ่นไปตามฟีโรโมนของผู้ใช้

และด้วยกลไกความลับของกลิ่นที่แตกต่างกันออกไปนี้ มันทำให้คนใกล้ตัว สามารถจดจำกลิ่นเรา ได้มากพอๆกับที่เค้าสามารถจดจำใบหน้าเรา สไตล์การแต่งตัว บุคลิกของเราได้เสียอีก และนี่คือความมหัศจรรย์ของกลิ่นที่คุณอาจยังไม่รู้มาก่อนก็เป็นได้

กดแชร์
Share

7 ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับการใช้”น้ำหอม”

กดแชร์
Share

7 ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับการใช้”น้ำหอม”… ที่อาจทำให้น้ำหอมกลิ่นเพี้ยนไปจากเดิม

หลายท่านตอนนี้ก็อาจกำลังเข้าใจกันผิดๆอยู่น้ะจ้ะเพราะหลายสำนักเหลือเกิ๊น พุ่งหลาวลังกา ราวน์ดรอฟ3ตลบ ออกตัวมาพูดถึง วิธีการฉีดน้ำหอมที่ถูกต้องคือเขาจิแนะนำให้ฉีดลงบนจุดชีพจร และรวมถึงจุดอย่างอย่างว่าด้วยนะออเจ้า พี่ศรีเลยอยากจิมาแนะนำว่าอาจเป็นความเชื่อที่เข้าใจผิดกันมาก็เป็นได้นะเจ้าคะทูลหัวของบ่าว..

1. ฉีดน้ำหอมแล้ว เอาข้อมือถูกัน

มีสาวๆหลายๆคนที่มักใช้มือถูหรือขยี้บริเวณข้อมือ หลังจากฉีดน้ำหอมไปแล้ว อันนี้เป็นความเข้าใจผิดนะคะ เพราะการขยี้หรือถูมันจะทำให้เกิดการเสียดสี มีความร้อนเกิดขึ้น ซึ่งอุณหภูมิที่อุ่นของร่างกายอยู่แล้วบวกกับการเสียดสีจะทำให้น้ำหอม”ช้ำ”และมีกลิ่นที่ผิดเพี้ยนไป แนะนำว่า ถ้าต้องการฉีดน้ำหอมที่บริเวณข้อมือควรฉีดทิ้งไว้เฉยๆ ปล่อยให้น้ำหอมเซ็ทตัวเองตามธรรมชาติจะดีกว่าค่ะ

2. เอาน้ำหอมไปแช่ตู้เย็น

หลายหลายคนมักคิดว่าวิธีการเก็บรักษาน้ำหอมที่ดีนั้น ต้องนำไปเก็บไว้ในตู้เย็นซึ่งมีอุณหภูมิต่ำ ประมาณ 10-15 องศา แต่ในความเป็นจริง การเก็บรักษาน้ำหอมนั้น ควรเก็บไว้ในที่อุณหภูมิพอเหมาะประมาณ 22-26องศา คืออุณหภูมิห้องปกตินั่นเอง

เหตุผลที่ไม่ควรนำไปเก็บไว้ในตู้เย็นเพราะเมื่อมีการปิด เปิดตู้เย็นเข้าออกจะทำให้มีความสวิงขึ้นลงของอุณหภูมิ เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็น เมื่ออุณหภูมิต่ำเจออากาศร้อนจากภายนอก เกิดการคลายความร้อนทำให้น้ำเกาะตัวเป็นหยดน้ำบริเวณขวดน้ำหอม

ทำให้น้ำหอมมีโอกาสเสื่อมคุณภาพได้จากอุณหภูมิที่ไม่คงที่ ทำให้มีกลิ่นและสีที่เพี้ยนไปได้ เพราะฉะนั้นการเก็บน้ำหอมควรเลือกนำไปไว้ในอุณหภูมิห้องที่ไม่ร้อนจนเกินไป และไม่ควรโดนแสงแดดจะดีที่สุดค่ะ

 

3. ใช้น้ำหอมแบรนด์เดียวกัน กลิ่นเดียวกัน แต่ทำไมใช้แล้วแต่ละคนกลิ่นไม่เหมือนกัน

หลายท่านอาจจะเข้าใจว่า”โดนหลอก” “อาจจะโดนของปลอมเข้าแล้ว” แต่ในความเป็นจริงแล้วกลิ่นของน้ำหอมเมื่อถูกผสมกับกลิ่นกายของแต่ละคน ซึ่งมีฟีโรโมนเฉพาะตัวแฝงอยู่ น้ำหอมจะทำปฎิกิริยากับฮอร์โมนในร่ายกายที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ได้กลิ่นเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน ยก ตัวอย่างนะคะ คนอ้วนกับคนผอมฉีดน้ำหอมตัวเดียวกันก็กลิ่นต่างกัน แม้ว่าบางทีอาจจะต่างกันไม่มากจนชัดเจนก็ตาม

 

4. เราฉีดน้ำหอมแต่ละครั้งทำไมกลิ่นไม่เหมือนกัน

ต้องบอกว่ามันคือความมหัศจรรย์ของคนไกลของฮอร์โมนในร่างกายมนุษย์ค่ะ ถ้าคุณลองพรมน้ำหอมในตอนเช้า ขณะที่สมองปลอดโปร่งตื่นมาพร้อมกับเช้าที่สดใส กลิ่นของความหอมจะเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ในขณะที่หงุดหงิดอารมณ์เสีย เครียส วิตกกังวลความหอมจะเปลี่ยนกลิ่นไปเป็นอีกแบบหนึ่ง

ช่วงที่คุณมีรอบเดือน แม้จะใส่น้ำหอมตัวเดิมก็จะให้กลิ่นที่เปลี่ยนไป หรือคุณแม่ตอนตั้งครรภ์กลิ่นก็จะเป็นอีกกลิ่นหนึ่งไปเลย เช่นกัน ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากภาวะของฮอร์โมนในร่างกายมนุษย์เรานั่นเอง

 

5. ใช้น้ำหอมกลิ่นเดียวกันกับโลชั่นกลิ่นจะติดดีขึ้นจริงหรือ?

หลายคำแนะนำบอกว่าต้องการความหอมที่ติดทนนานมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม ให้เลือกใช้น้ำหอมที่มีกลิ่นเดียวกับโลชั่น ในความเป็นจริงแล้วนั้น ผู้ผลิตสามารถทำได้เพียงให้กลิ่นใกล้เคียงกันเท่านั้น ผู้ผลิตน้ำหอมระดับโลกเองก็ตามไม่สามารถ ทำให้เป็นกลิ่นเดียวกันได้ 100%

เนื่องจากปริมาณเปอร์เซนต์น้ำหอมที่ใช้ในส่วนผสมของครีมและน้ำหอมต่างกัน ในครีมที่เป็น Perfume body lotion ปกติทั่วไป จะใส่ปริมาณหัวน้ำหอมเพียง 3-5% แต่ส่งที่ทำให้จำเป็นต้องมีการปรับแต่งกลิ่นให้ใกล้เคียงน้ำหอมคือ ส่วนผสมอื่นๆที่มีโอกาสทำให้กลิ่นเพี๊ยนไปจากเดิม

ด้วยเหตุนี้จึงไม่สามารถนำน้ำหอมที่ใช้ฉีดตามร่างกายมาเติมลงในโลชั่นได้เลย ต้องมีการปรับแต่งเป็นกลิ่นที่ใกล้เคียงกันขึ้นมาใหม่ และ Perfume body lotion ไม่สามารถทำให้กลิ่นติดทนนานได้ 8 ชั่วโมงได้

 

6. น้ำหอมจะหอมมากที่สุดเมื่อฉีดลงบนจุดชีพจร จริงหรือ?

หลายท่านเข้าใจว่าน้ำหอมควรฉีดลงบนจุดชีพจรเพราะจะทำให้กลิ่นฟุ้ง กระจายตัวได้ดี และกลิ่นติดทนนานมากยิ่งขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนเรามีเหงื่อและเหงื่อจะออกมากเป็นพิเศษบริเวณจุดที่เป็นข้อพับต่างๆ

เหงื่อที่ออกมาในปริมาณที่มากทำให้เกินกลิ่นฝาด สาป กลิ่นเหม็นของเหงื่อ เราเรียกสารเคมีที่ปล่อยออกมาว่า กลุ่มไทออล (thiol) ซึ่งไทออลสามารถทำลายพันธะที่เชื่อมต่อระหว่างน้ำหอมกับไอออนิคลิควิดได้เช่นเดียวกับน้ำ เมื่อผสมกับกลิ่นน้ำหอมทำให้กลิ่นออกมามีโอกาสเพี้ยนได้มากกว่าเดิม

นอกจากนี้ในเหงื่อมีความเป็นเบส ในรูปของโซเดียมคลอไรด์ (NaCl )อยู่ เพราะฉะนั้น ถ้าอากาศไม่ร้อนจัดเหงื่อออกไม่มากก็อาจไม่ได้น่ากังวลเท่าใดนัก เพราะฉะนั้นแนะนำว่า ควรฉีดพรมลงบริเวณผม เสื้อผ้า บริเวณจุดที่หนาๆอย่างปกคอเสื้อ ถ้ามีเสื้อแขนยาวตรงบริณข้อมือข้อพับแขนจะให้กลิ่นหอมที่ติดทนยาวนานกว่าเดิม

 

7. ฉีดน้ำหอมตรงจุดซ่อนเร้น หัวนม รักแร้ ฟีโรโมนแรงสุด!!!

อันนี้เป็นความเข้าใจแบบผิดๆและมีความเสี่ยงมากที่จะเกิดอาการแพ้ แม้ท่านถ้าเป็นคนที่ไม่เคยแพ้น้ำหอมมาก่อนก็ตามนะคะ แต่ด้วยในส่วนผสมของน้ำหอมหลักๆแล้วจะมีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ ซึ่งเราไม่สามารถทราบได้เลยว่าผผลิตใช้แอลกอฮอล์เกรดดีมากน้อยแค่ไหนมาอยู่ในส่วนผสมของน้ำหอม ใช้เป็น Cosmetic Grade หรือไม่

การฉีดน้ำหอมบริเวณในร่มผ้า ลงบนผิว จุ๊กรูแร้ สะดือ หรือจุดซ่อนเร้นล้วนเป็นอันตรายมากค่ะ อาจไม่ได้นำมาซึ่งความหอมอย่างที่คุณต้องการแต่เพียงอย่างเดียว

อาจนำมาซึ่งรักแร้ดำ แสบระคายเคืองสะดือ หรือแสบคันบริเวณน้องสาว น้องสาวเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำได้เพราะถูกแอลกอฮอลล์กัด นึกภาพตอนเราเป็นแผลพอเอาแอลกอฮอลล์มาราด ทั้งแสบ ทั้งคันยิบๆ เหมือนกันเรยจ้า

การเลือกซื้อน้ำหอมแนะนำว่าให้เลือกน้ำหอมคุณภาพดี เพราะน้ำหอมคุณภาพดีจะใช้แอลล์กอฮอลคุณภาพดี หัวเชื้อน้ำหอมเป็นสารจากธรรมชาติไม่ระคายเคืองผิว และให้ความหอมที่ติดทนยาวนานกว่าให้กลิ่นที่มีความซับซ้อนกว่า คุ้มค่าคุ้มราคากว่าอย่างแน่นอนค่ะ

 

ที่มา:

S. Ornes. “The scent of a woman — or a man.” Science News for Students. May 12, 2014.

S. Ornes. “The nose knows a trillion scents.” Science News for Students. April 7, 2014.

กดแชร์
Share

4 วิธีสังเกตง่ายๆว่าน้ำหอมคุณภาพดีหรือคุณภาพต่ำ

กดแชร์
Share

ที่นำวิธีการดูคุณภาพน้ำหอมมาแชร์กัน เพราะว่าบางทีน้ำหอมคุณภาพดี ราคาไม่สูงเหมือนน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ก็มีค่ะ เพราะค่าการตลาดเค้าไม่สูงมาก เขาไม่ต้องมีค่าโฆษณา เขาไม่ต้องมีค่าเช่าพื้นที่ห้างเดือนละ 4-5 แสนต่อเดือน ไม่ต้องจ้างดาราดังๆมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ค่าตัว 6-7 หลัก กลับไปดูที่บ้านก็ได้ว่ามีลักษณะที่คลายกันแบบนี้หรือเปล่า

1.ความใสของเนื้อน้ำหอม

สังเกตุน้ำหอมว่ามีความใส ใสนี่คือใสจริงๆใสแบบที่ต้องมีตะกอนแขวนลอยอยู่นะคะ ปกติจะมีเครื่องมือในการวัดความใสของเนื้อน้ำหอม ราคาอยู่ที่ประมาณ 10,000 กว่าบาท แต่เราใช้หลักการสังเกตุเอาก็พอดูได้อยู่ วิธีการที่ง่ายที่สุดในการทดสอบความขุ่นใสของเนื้อน้ำหอมคือ เอาไฟฉายมาส่องดูค่ะ ว่ามีตะกอนแขวนลอยอยู่ไหม น้ำหอมคุณภาพดีอย่างเช่นน้ำหอมแบรนด์ดังต่างๆ ต้องผ่านกระบวนการสกัด กลั่น กรองอยู่หลายขั้นตอนในขั้นตอน การผลิตนั้นจะมีการทดสอบซ้ำไปซ้ำมา ถ้าส่องไฟแล้วพบว่าเหมือนมีเกร็ดชิ้นๆเล็กๆอยู่อาจแปลว่าคุณโดนเข้าแล้วล่ะ

ส่วนเรื่องของสีน้ำหอมมีโอกาสเป็นไปได้ว่าเมื่อเวลาผ่านสักพักหนึ่ง 1ปี – 2ปีมีโอกาสที่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้มกว่าเดิมโดยเฉพาะหัวน้ำหอมในกลุ่มของซิตรัส เบอกามอทซึ่งปฏิกิริยาทางเคมีของสารกลุ่มนี้มีโอกาสที่จะทำปฏิกิริยากับความร้อนและแสงยูวี อาจทำให้สีเข้มขึ้นได้ แต่ไม่ได้แปลว่าน้ำหอมเสียนะคะ

 

 

2.ทิ้งลักษณะมันๆบนผิว

น้ำหอมที่มีคุณภาพ ทดสอบการฉีดลงไปที่ผิวเรา แล้วจะทิ้งน้ำมันบางๆติดลงบนผิว วิธีนี้เป็นวิธีการที่ง่ายที่สุด ที่เราสามารถทดสอบเอง และสังเกตเองได้

เนื่องจาก กระบวนการการสกัดน้ำหอมจะได้มาใช้ Natural oil เหมือนน้ำมันสกัดจากดอกไม้หรือเปลือกไม้หรือกระทั่งจากสัตว์ก็ตามให้อยู่ในรูปของออยล์ธรรมชาติที่นำมาเป็นหัวเชื้อน้ำหอม

ตัวเนื้อน้ำหอมจะถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน ที่เป็น หัวเชื้อน้ำหอม สารตรึงกลิ่น และ แอลกอฮอล์ ตัวนี้จะถูกผสมกัน เป็นน้ำหอมพร้อมใช้งาน

เมื่อทดสอบด้วยการฉีดลงบนผิวถ้าไม่มีความมันๆหลงเหลืออยู่ นั่นแปลว่า มีปริมาณหัวเชื้อน้ำหอมที่ เปอร์เซ็นต์ต่ำมาก 1-2% หรืออาจไม่ถึง 1% ซึ่งเจอได้บ่อยครั้งในน้ำหอมปลอม หรือน้ำหอมราคาถูกที่จำหน่ายกัน Ccละ 1บาท 2 บาท

แต่ถ้าน้ำหอมคุณภาพดีพอฉีดแล้วจะเห็นได้เลยว่ามีความมัน เกาะอยู่บนผิวส่วนหนึ่งซึ่งส่วนนี้คือส่วนที่ ทำให้กลิ่นหอมติดทนนานและค่อยๆปล่อยกลิ่นหอมออกมาอย่างช้าๆ ได้นาน 8-10 ชม.หรืออาจมากกว่านั้น เมื่อฉีดลงบนผิวแล้วไม่เกิดอาการคันหรือแสบ ถ้าเกิดอาการเหล่านี้เป็นไปได้ว่าใช้แอลกอฮอลคุณภาพต่ำหรือเป็นหัวน้ำหอมปลอมค่ะ เราอาจสังเกตได้จากที่ข้างกล่องจะระบุปริมาณเปอร์เซ็นต์ของน้ำหอมเอาไว้ว่ามีปริมาณเปอร์เซ็นต์หัวเชื้อน้ำหอมเท่าไหร่

ส่วนผสม Fragance 30% ขึ้นไปถือว่ามีการใช้หัวน้ำหอมในปริมาณที่เยอะมาก เพราะฉะนั้นจะติดทนนานมากที่สุด ยิ่งถ้าระบุเป็น Natural Spray มันแปลว่าเป็นหัวน้ำหอมที่ผลิตขึ้นจากธรรมชาติ 100% เพราะฉะนั้นจะได้กลิ่นที่หอม แตกต่างจากน้ำหอมกลิ่นสังเคราะห์และแน่นอนว่าราคาก็จะสูงกว่าด้วย

 

3.กลิ่นติดทนนาน

อีกหนึ่งวิธีการทดสอบง่ายๆด้วยตัวเองคือทดสอบความทนทานของกลิ่น โดยการฉีดลงบนเนื้อผ้า ขอเป็นส่วนที่หนาๆหน่อยอย่างตรงบริเวณปกคอเสื้อหรือถ้าเป็นเสื้อแขนยาว ฉีดไปตรงข้อมือหรือพับแขนได้เลยค่า การทดสอบเล่นวิธีนี้จะได้ความชัดเจนมากขึ้นว่า การฉีดลงบนตัวหรือลงผมซอกคอข้อพับต่างๆเองก็ตาม เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เกิดการเจือจางของกลิ่น เพราะสภาพอากาศบ้านเราที่ร้อน ถึงร้อนมาก แถมเป็นร้อนชื้นทำให้กลิ่นระเหยออกไปได้ง่ายมาก ส่วนตัวเคยทดสอบเหมือนกันค่ะ เราพกน้ำหอตอนไปเที่ยวเกาหลีกะญี่ปุ่น ฉีดลงบนตัวนี่ติด 24 ชั่วโมงเลย พรมลงปกคอเสื้อ จะบอกว่าอยู่ได้ข้ามวัน เอามาดมนี่ 2-3 วันนะยังได้กลิ่นอยู่เลย น้ำหอมที่ถือว่าติดทนนานคือ 6-8 ชั่วโมงนะคะ ถ้าน้อยกว่านั้นถือว่าเกรดไม่ดี แต่พี่ฝรั่งชอบใช้กันก็คือกลุ่มของโคโลญ เพราะด้วยสภาพอากาศบ้านเขาที่ไม่ใช่เขตเส้นศูนย์สูตรแบบบ้านเรา กลิ่นก็ติดทนมากอยู่แล้ว เอาเป็นว่าถ้ามีน้ำหอมอยู่ที่บ้าน ต้องเอาไปลองทดสอบกันดูนะคะว่าเป็นยังไงบ้าง

 

4.ความซับซ้อนของกลิ่น

แล้วน้ำหอมปลอมอันตรายนั้นหรือไม่?

ก็ตอบได้เลยค่ะว่า ก็คงไม่อันตรายถ้าไม่ใช่สำหรับคนที่แพ้แอลกอฮอล์นะคะ ของปลอมก็ใช้ได้ล่ะมั้งแต่จะเพี้ยนๆหน่อยกลิ่นไม่ทนเลย

ซึ่งสำหรับเราแล้วมันไม่โอเค ถ้าซื้อก็ยอมจ่ายแพงหน่อยดีกว่า เชื่อเถอะค่ะเพราะกลิ่นที่ดีมันบ่งบอกถึงบุคลิกภาพที่ดีและเหมือนเป็นคนที่ดูแลตัวเองดี

 

สรุป

น้ำหอมที่มีคุณภาพดี จะมีการปรุงกลิ่นให้กลิ่นออกมามีความสลับซับซ้อน ของตัวมันเอง

  • กลิ่นแรกที่สัมผัสได้หลังฉีดจะเป็นกลิ่นหนึ่ง
  • เวลาผ่านไประยะนึง 5 ถึง 10 นาที จะให้กลิ่นอีกกลิ่นหนึ่ง
  • หลังจากนั้นจะได้กลิ่นสุดท้ายที่จะยังคงติดตัวเราได้ยาวนานที่สุด

ซึ่งการสังเกตโดยวิธีนี้จะเป็นเรื่องที่ยากสักนิดสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มพิสูจน์กลิ่นน้ำหอม เมื่อดมไปสักระยะหนึ่ง สมองจะสามรถจดจำกลิ่นเพิ่มขึ้นได้เองและแยกเยอะได้เองตามกลไกของสมองนั่นแหละค่ะ

การฝึกการจดจำกลิ่น ด้วยวิธีการทดสอบความซับซ้อนของกลิ่นค้นพบว่าเป็นการฝึกประสาทสัมผัสที่ดีมาก ส่งผลให้สมองมีการพัฒนาได้เป็นอย่างดี และมีความไวต่อการรับกลิ่นต่างๆได้เพิ่มมากขึ้น

ซึ่งแน่นอนว่า น้ำหอมคุณภาพต่ำจะไม่มีทางสัมผัสได้แบบนี้แน่นอน

 

 

แล้วคุณล่ะ

เคยลองสังเกตุน้ำหอมที่คุณใช้อยู่บ้างหรือยังคะว่าคุณภาพดีคุ้มค่าราคาที่คุณจ่ายหรือไม่?

กดแชร์
Share