น้ำหอม”ตลาดนัด”กับน้ำหอม”แบรนด์”ต่างกันตรงไหน?

กดแชร์
Share

นั่นสินะ ต่างกันยังไง เป็นคำถามที่หลายคนคงสงสัยมาก เราเองก็เคยไปถามคำถามนี้กับคนอื่นเหมือนกันจ้าาา แล้วก็เคยลองซื้อมาเทสเองแล้วด้วย เลยจะขอมาแชร์ความเห็นส่วนตัวเรื่อง ความแตกต่างของน้ำหอมคุณภาพกับน้ำหอมตลาดกันค่า

1.ราคา แน่นอนล่ะจ้า ราคาต้องต่างกันสิจ๊ะ ไม่งั้นจะเอามาเทียบกันได้ยังไง น้ำหอมตลาดนัดก็มีราคาตั้งแต่ cc ละบาท จนถึงบางทีเป็นโรคติดต่อต้องเข้าโรงพยาบาลเลย เดี๋ยวๆ นั่นมัน cc ระบาด!! จะเรียกว่าระบาดก็ได้นะ เพราะเราจะเห็นได้เกือบทุกตลาดนัดเลย ราคาตั้งแต่ ซีซีละ 1 บาทถึง 4 บาท ก็มี ก็จะมีขายขวดแยกให้ ราคาขวดก็มีตั้งแต่ 10 บาท 15 บาทจนถึง 40 บาทค่ะ นางก็จะเป็นขวดที่หน้าตาละม้ายคล้ายๆกันหมดทั่วแคว้นแดนสยาม สังเกตได้ง่ายง่ายก็จะเป็นขวดสีสันต่างๆนุ่นนั่นนี่ คุณภาพขวดก็ตามราคา ความใสของขวดก็ตามนั้น เค้าจะนับตามสี่สีแบ่งขายใส่ขวดลงไป บางทีถ้าต่อซีซีราคาสูงมากก็แถมขวดให้ฟรีก็มีค่า ส่วนด้านของราคาน้ำหอมแบรนด์เนมหรือน้ำหอมคุณภาพก็มีตั้งแต่ตลาดกลางถึงตลาดบน พวกเคาน์เตอร์แบรนด์ต่างๆ ส่วนใหญ่ประมาณ 90% ก็จะเป็นน้ำหอมนำเข้าจากฝรั่งเศส ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมการผลิตน้ำหอมแบบดั้งเดิมมีโรงงานผลิตหัวเชื้อน้ำหอมขนาดใหญ่และจำนวนมากที่สุดในโลกพวกเทคโนโลยีในการสกัดก็จะเป็นเทคโนโลยีขั้นสูง แน่นอนว่าคุณภาพที่ได้ก็คงจะดีมากและราคาก็สูงตามเช่นกัน นอกนี้เขาจะต้องอิมพอร์ตเข้ามามันก็จะต้องมีค่าใช้จ่ายเรื่องการขนส่ง แลรวมถึงค่าแวเฮ้า ที่จัดเก็บ เช่นพวกห้องเย็นเก็บอุณหภูมิ ค่า package ถุงบรรจุซีล บุแพคมาอย่างดิบดีขนส่งทางเรือ แน่นอนว่าราคาก็ต้องแตกต่าง เพราะมีค่าlogisticต่างๆเข้ามาด้วย บวกกับค่าการตลาดเข้าไปอีก นั่นจิยังไม่พอ น้ำหอมนี้เป็นสินค้าฟุ่มเฟือย ผลิตและจัดจำหน่ายในเมืองไทยก็จะโดนทั้งสรรพากรและสรรพสามิต เฮสนั่นไปจ้ะพี่จ๋า ราคาบวกๆๆ บวกๆเข้าไปราคาก็เป็นพันๆ แต่ก็ยอมรับอย่างจริงใจว่าคุณภาพก็ไม่มีผิดหวังสมราคานั่นแหละจ้า ยกตัวอย่างน้ำหอมแบรนด์นำเข้า

30 ml ราคา 2500 ขวดใหญ่นั่นก็ 5400 สำหรับคนที่อยากจะได้ความหอมคุณภาพก็เลือกตลาดกลางได้นะจ้ะ คุณภาพดีดุจดั่งแบรนด์นอกแต่ราคาย่อมเยา 40 ml 1290 ลองไปหาใช้กันดูราคาดีงามติดทนมากค่ะ

2.รูปแบบของขวด ถ้าที่เห็นๆทั่วไปในท้องตลาดก็มาจากจีนคุณภาพก็ตามนั้นจ้า อาจจะมีขุ่นๆมัวๆหมองๆไปบ้าง งานก็จะไม่เนี๊ยบเท่าไหร่อาจมีปัญหาหลังใช้อีกนิดเรื่องหัวฉีด ตัวฟ๊อกกี้ฉีดน่ะค่ะ มันจะติดขัดบ้าง ไม่ออกเป็นละอองฝอยบ้าง มีซึมออกมาข้างขวดบ้าง ราคาก็มีตั้งแต่ขวดละ 10 บาทถึง 50 บาท(30ml) นะถ้าเกรดดีหน่อยก็มีราคาตั้งแต่ 40 บาทถึง 150 บาท ///

ขวดของเคาน์เตอร์แบรนด์เขา เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าออกแบบมาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะแบรนด์ เค้าจะขึ้นโมเอง หมายถึงว่าเค้าจะมีรูปแบบขวดที่ผลิตเองโดยเฉพาะ โดยขึ้นแป้นพิมพ์รูปขวด ตามแบบที่ต้องการ อันนี้แหละตัวแพงเลย พ่อคุณเอ้ย การขึ้นแป้นพิมพ์แบบนึ่งประมาณ 150,000 อัพ จนถึง 400,000 บ.เลยทีเดียวเชียว แล้วแต่ความยากง่ายของรูปแบบ ทำขวดใหม่ก็ต้องทำฝาใหม่ ค่าโม (ค่าขึ้นแม่พิมพ์) ฝาใหม่อีกราคาประมาณ 150,000 บาทเหมือนกัน พวกนี้เป็นอะไรจ๊ะ ต้นทุนหมดจ้า เนื้อของแก้วก็จะมีความใสกว่า หนากว่าหรือถ้าใช้เป็นรมทราย ขวดขุ่น เนื้อทรายก็จะมีความละเอียดกว่าอย่างเห็นได้ชัด หัวขวดส่วนใหญ่ก็จะเป็นหัวคริ้ม ก็คือหัวปิดตายนั่นแหละ เราไม่สามารถหมุนออกมาเติมน้ำหอมอะไรได้ใดเข้าไม่ได้แกะแล้วเสียเลย นี่ก็เป็นค่าใช้จ่ายหมดนะจ๊ะเพราะว่าการผลิตหัวคริ้มต่อขวดค่าบรรจุก็เป็นหลัก10-20 บ.

3.กลิ่น เรื่องนี้เป็นอะไรที่เห็นเด่นชัดที่สุดแล้วค่า แต่ถ้าที่เค้าคนไม่สังเกตคือเค้าไม่สังเกตเลย คนที่ไม่มีเซ้นท์เรื่องของการดมกลิ่นเลย คืออันนี้แยกไม่ออกเลยจริงๆ แต่มิเป็นไร อย่าได้ตระหนกตกใจไปจ้า จากงานวิจัยพบว่ามนุษย์หนึ่งคนจะสามารถจดจำกลิ่นในชีวิตประจำวัน ได้ไม่เกิน 45 กลิ่น ถ้าไม่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษ จึง เป็นที่มาของอาชีพอาชีพหนึ่งเค้าเรียกว่า Perfumers หรือนักปรุงกลิ่น ต้องบอกว่าเพอร์ฟูมเมอร์ในเมืองไทย มี จำนวนน้อยมาก มีไม่ถึง 10 คนด้วยซ้ำ และเพราะความเป็น Specialist จึงนำมาซึ่งผลตอบแทนที่งดงาม แต่ทางเดินของเพอร์ฟูมเมอร์นั้นก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะต้องอาศัยประสบการณ์ที่ถูกสั่งสมมา เป็นเวลานับสิบๆปี และต้องแยกแยะกลิ่นได้แบบสารพัด และแบรนด์ชั้นนำส่วนใหญ่ก็ถูกออกแบบกลิ่นโดยเพอร์ฟูมเมอร์ที่มากประสบการณ์ มีเป็นที่มาของข้อแตกต่างว่าทำไมน้ำหอมตลาด ต้องการพยายามเลียนแบบกลิ่นน้ำหอมแบรนด์ แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่มีทางเหมือนสักทีนะคะ เพราะเพอร์ฟูมเมอร์จะเข้าใจกลไกของกลิ่น top notes กลิ่นแรกเมื่อประสาทสัมผัสของเราสัมผัสได้ เมื่อกลิ่นแรกผ่านไปจะพบกับ Middle Note กลิ่นที่ผ่านไปแล้วสักระยะหนึ่ง ซึ่งจะแตกต่างจาก Top notes และ Base Notes เปลี่ยนสุดท้ายที่ยังคงอยู่กับเราไป 6 ถึง 8 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น น้ำหอมคุณภาพจะถูกดีไซน์ให้กลิ่นมีความ deep จากการหมักบ่ม ละมุน เย้ายวน หรือ สดชื่น และมีความซับซ้อนของกลิ่นมีคาแรกเตอร์ของตัวเองที่ชัดเจนมากๆ ซึ่งทำให้น้ำหอมตลาด ไม่สามารถจะเลียนแบบได้ และถ้าใครมีโอกาสได้ซื้อมาลองใช้และทดลองเทสดูก็จะพบว่ากลิ่นมันต่างกันจริงๆ น้ำหอมบางสูตรเลือกใช้กลิ่นเพื่อดึงดูดเพศตรงข้ามจากการสกัดสารชนิดที่มีความคล้ายคลึงกับกลิ่นของมนุษย์ซึ่งเรียกว่าฟีโรโมน นำมาใส่เป็นสูตรผสมเพียงน้อยก็ทำให้ได้ความเย้ายวนที่เป็นที่ต้องการของเพศตรงข้าม

3. วัตถุดิบธรรมชาติที่เลือกนำมาสกัด

วัตถุดิบที่ถูกนำมาสกัดเป็นหัวเชื้อน้ำหอม ถ้าเป็นวัตถุดิบจากธรรมชาติจำพวกดอกไม้ หรือเปลือกไม้ หรือที่ได้จากสัตว์ต่างๆ แน่นอนว่ากว่าจะสกัดนั้นจำเป็นต้องใช้ดอกไม้จำนวนมหาศาล หรือถ้าใช้เปลือกไม้มาสกัดเป็น กลิ่นของ Wood ก็อาจต้องมีการทำให้เกิดบาดแผลบนผิวเปลือกไม้ก่อนสกัดออกมา ซึ่งกรรมวิธีนั้นค่อนข้างยากและบางทีอาจจะไม่ได้มาซื้อหัวน้ำหอมเลยก็เป็นได้ ซ้ำไปกว่านั้นอาจทำให้ต้นไม้ตายได้ จึงเป็นที่มาของน้ำมันไม้กฤษณาในเมืองไทย ทำไมถึงกิโลกรัมนึงมูลค่า 4-800,000 บาทเลยทีเดียว และเป็นที่ต้องการของตลาดในกลุ่ม UAE มาก กระบวนการขั้นตอน ทั้งหมดกว่าจะได้หัวเชื้อธรรมชาติมาค่อนข้างเป็นเรื่องที่ยากและซับซ้อน เพราะดอกไม้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วยจึงทำให้การสกัดต่อหนึ่งครั้งนั้น. อาจจะมีค่าปริมาณความหอมที่ไม่เท่ากัน อุตสาหกรรมผู้ผลิตก็ต้องนำมาเบลนและปรับค่าจนให้ตรงตามสเปก จึงเป็นที่มาว่าทำไมน้ำหอมที่สกัดมาจากธรรมชาติถึงมีราคสูงมาก ที่สำคัญคือมันให้กลิ่นที่เสมือนมีพลังชีวิต และจะให้กลิ่นที่หอมละมุนนี ติดทนนาน ฟุ้งกระจายตัวได้ดี มีความสลับซับซ้อนของกลิ่น กลินสังเคราะห์เป็นอีกกระบวนการหนึ่งในการสังเคราะห์น้ำหอมให้ได้กลิ่นคล้ายกับหัวเชื้อน้ำหอมจากธรรมชาติ แน่นอนว่าไม่เหมือนซะทีเดียว และจะมีราคาถูกมากกว่ามากๆ น้ำหอมส่วนใหญ่ในท้องตลาดถ้าราคาถูกๆ ก็แน่นอนว่าจะไม่มีการเคลมว่า Natural Spary ซึ่งล้วนแล้วแต่ใช้วัตถุดิบสังเคราะห์นั่นเอง

4.ติดทนนานกว่า ถ้าเคยใช้น้ำหอมแล้วรู้สึกว่า เอิ่ม กลิ่นก็หอมดีนะแต่ทำไมติดไม่ทนเลย น้ำหอมทั่วไปแน่นอนค่ะ ความคงทนของกลิ่นไม่ดีเท่าอย่างแน่นอน มันจะมีส่วนผสมตัวหนึ่งที่เป็นส่วนผสมที่ช่วยตรึงกลิ่น ให้ติดทนนานซึ่งราคาก็ค่อนข้างจะสูงนิดหนึ่ง น้ำหอมตลาดก็จะลดปริมาณส่วนผสมตัวนี้ลงแล้วเติมแอลกอฮอล์ให้เพิ่มมากขึ้นเพราะราคาไม่แพง ฉีดครั้งแรกจึงให้ความฟุ้งกระจายได้ดีแต่สักพัก 2- 3 ชั่วโมงก็จะจางหายไป น้ำหอมคุณภาพดีถูกพัฒนาทำให้กลิ่นทนยาวนานได้6-8 ชม.หรืออาจถึง 24 ชั่วโมงเลยก็เป็นได้ ได้แต่ส่วนใหญ่น้ำหอมแบรด์เนมที่มาจากฝรั่งเศสหรืออังกฤษเค้าก็จะไม่ค่อยทำให้เป็นเนื้อเพอร์ฟูม Perfume อะนะฮะ คนไทยเข้าใจว่าเนื้อเพอร์ฟูมดีสุดเพราะมันแรงสุด และมันฉ่ำกระจายดี แต่ในยุโรปด้วยสภาพอากาศแล้วทำให้กลิ่นนั้นฉุนเกินไป ฉุนจนอาจเวียนหัวหน้ามืดตาลายคล้ายจะเป็นลมเลยก็ได้ บวกกับสภาพอากาศที่โน่นความเป็นเมืองหนาวแน่นอนว่าการรักษากลิ่นในอุณหภูมิที่ดีที่สุดมันอยู่ในช่วงประมาณ 20 องศา บ้านเค้าก็เลยนิยมใช้กลิ่นที่เป็น Edu de parfum คือหัวน้ำหอมประมาณ 10 ถึง 15% ให้สิ่งที่กำลังพอดีไม่จาง ไปไม่แรงเกินไป หรือเป็นโคโลนจ์ที่ติดทนนาน ให้กริ่งที่กำลังพอดี สำหรับน้ำหอมตลาดจะมีการผสมหัวน้ำหอมที่ประมาณเพียง สัก2-5% และสารตรึงกลิ่นค่อนข้างน้อย เพื่อลดต้นทุนในการผลิต บวกกับสภาพอากาศบ้านเราที่มีอุณหภูมิสูงอยู่แล้วและเป็นเขตร้อนชื้น ยิ่งทำให้การระเหยของน้ำหอมเป็นไปได้ง่ายขึ้น

5.เนื้อน้ำหอม สีของน้ำหอม เชื่อว่าทุกท่านอาจจะไม่เคยสังเกตเนื้อของน้ำหอมเท่าไหร่นักส่วนใหญ่ก็คงสัมผัสกันเฉพาะกลิ่นเท่านั้น น้ำหอมคุณภาพจะมีความใสมาก โดยกระบวนการผลิตต้องมีการวัดปริมาณความใสของเนื้อน้ำหอม กระบวนการการกรองกว่าจะได้มาก็ต้องทำกันหลายขั้นตอน ทั้งก่อนการบรรจุ ต้องมีการฆ่าเชื้อภาชนะบรรจุด้วยแอลกอฮอล์ ทำให้ควบคุมการผลิตด้วยอุณหภูมิที่พอเหมาะ ไม่ให้มีลมโกรก จนทำให้เสียคุณภาพ ถ้าอุตสาหกรรมน้ำหอมใหญ่ใหญ่จะใช้กระบวนการการบรรจุต่อหนึ่งขวดคือหลัก 100 กว่าบาทเลยทีเดียว ได้มาซึ่งสีและเนื้อน้ำหอมที่มีคุณภาพ พูดถึงเนื้อของสีน้ำหอมแล้ว ในความเป็นจริง สีจะมีตั้งแต่ใสจนถึงออกอมเหลืองเท่านั้น ที่เราเห็นน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์ไปหลายจ้าวมีสีชมพู สีอมส้มโอรส หรือสีอมม่วงเป็นการเติมสีเข้าไปในกระบวนการผลิตซึ่งต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ยากมากเพราะแต่ละล็อตมีโอกาสที่จะสีไม่เท่ากัน เราผู้บริโภคอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแต่ละสีไม่เท่ากัน เพราะมันจะเหลื่อมกันแค่นิดเดียวเท่านั้น แล้วถ้าคุณบังเอิญไปซื้อน้ำหอมที่เหมือนมีสารแขวนลอยปนอยู่ในนั้นก็เดาได้เลยว่าอาจจะเป็นน้ำหอมคุณภาพต่ำก็เป็นได้ โดยเฉพาะน้ำหอมปลอมที่ขวดภายนอกเหมือนกับน้ำหอมเคาน์เตอร์แบรนด์เด๊ะๆ แต่บอกเลยว่ากลิ่นที่คุณจะได้นั้นไม่ใช่แน่แน่ค่า

6. แอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์เป็นอีกหนึ่งวัตถุดิบสำคัญในส่วนผสมน้ำหอมก่อนที่จะเป็น ผลิตภัณฑ์ออกมาวางจำหน่าย จะต้องมีการผสมแอลกอฮอล์เพื่อ ให้เกิดการกระจายตัวของกลิ่นและเกาะตามเสื้อผ้า ผม ผิว ซึ่งต้องบอกว่าน้ำหอมคุณภาพดีเค้าจะเลือกใช้แอลกอฮอล์ที่ใช้เฉพาะสำหรับสกินแคร์เท่านั้น หรือเรียกว่า Alc cosmetic grade ไม่มีสิ่งเจอปน ซึ่งแน่นอนว่าลดการระคายเคืองของผิวอันนี้จะเห็นได้ชัดสำหรับคนที่ ซึ่งแน่นอนว่าลดการระคายเคืองของผิวอันนี้จะเห็นได้ชัดสำหรับคนที่แพ้น้ำหอม โดยส่วนใหญ่คนแพ้น้ำหอมเค้าแพ้กันที่แอลกอฮอที่ผสมอยู่ในน้ำหอมนี่แหละค่ะ บางคนปฏิกิริยาไวมากต่อแอลกอฮอล์ ก็อาจจะมีผดแดงขึ้น ซึ่งต้องบอกว่าความปลอดภัยของแอลกอฮอล์ที่ใช้สำหรับเครื่องสำอางนั้นมีคุณภาพดีกว่าและราคาสูงกว่าอย่างแน่นอน ส่วนน้ำหอมตลาดก็เป็นแอลกอฮอล์ทั่วๆไปลักษณะกินฉุนและแสบจมูก

กดแชร์
Share

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *